ชวนสำรวจ ธุรกิจอาบน้ำตัดขน โตแค่ไหน

ธุรกิจอาบน้ำตัดขน โตแค่ไหน

ธุรกิจอาบน้ำตัดขน โตแค่ไหน คำตอบคือ เป็นตลาดที่ยังโตต่อเนื่อง และไม่ได้โตเพราะกระแสชั่วคราว แต่โตตามพฤติกรรมคนเลี้ยง ที่ยอมจ่ายกับการดูแลสัตว์เลี้ยง มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะทุกวันนี้หมา ถูกมองเป็นสมาชิกในบ้านมากกว่าเดิม ทำให้บริการแบบนี้ มีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน

  • ภาพรวมว่าตลาดนี้โตขึ้นจากอะไร
  • เหตุผลที่เจ้าของยอมจ่ายกับบริการมากขึ้น
  • จุดที่ทำให้ร้านกรูมมิ่งโตได้ในระยะยาว

ไม่ได้ขายแค่อาบน้ำ แต่ขายความสบายใจ

เวลาคนพาสัตว์เลี้ยง ไปร้านอาบน้ำตัดขน สิ่งที่เขาจ่ายเงินซื้อจริง ๆ ไม่ได้มีแค่การสระขน เป่าขน หรือตัดเล็บ แต่คือการซื้อความมั่นใจ ว่าสัตว์เลี้ยงของตัวเอง จะได้รับการดูแลแบบถูกวิธี สะอาด ปลอดภัย และช่วยลดภาระที่บ้าน ไปพร้อมกัน

ยิ่งสำหรับเจ้าของ ที่ทำงานทั้งวัน หรือเลี้ยงสัตว์พันธุ์ขนยาว การดูแลเองทุกขั้นตอน อาจใช้เวลามากกว่าที่คิด ธุรกิจนี้เลยตอบโจทย์ ชีวิตประจำวันได้ตรงมาก และยิ่งมีบริการเสริมอย่างสปา แก้ขนพัน ดูแลผิว หรือแพ็กเกจรายเดือน ก็ยิ่งทำให้ลูกค้า กลับมาใช้ซ้ำง่ายขึ้น

ที่สำคัญ ธุรกิจนี้ยังเป็นงานบริการ ที่สร้างความสัมพันธ์ กับลูกค้าได้ค่อนข้างดี เพราะเจ้าของมักจดจำร้าน ที่ทำให้สัตว์เลี้ยงของตัวเองรู้สึกสบาย ไม่กลัว และกลับบ้านไปในสภาพที่ดูดีขึ้น อย่างเห็นได้ชัด เมื่อความเชื่อใจเกิดขึ้นแล้ว การกลับมาใช้บริการซ้ำ ก็มักเกิดขึ้นง่ายกว่า ธุรกิจบริการทั่วไป

ตลาดสัตว์เลี้ยงไทยที่โตขึ้น ก็ดันร้านกรูมมิ่ง

ภาพใหญ่ของตลาด ช่วยอธิบายเรื่องนี้ได้ดี เพราะเมื่อมูลค่า ตลาดสัตว์เลี้ยงโดยรวมโต ธุรกิจบริการที่อยู่ปลายทาง อย่างอาบน้ำตัดขน ก็มักโตตามไปด้วย ในไทย มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงถูกประเมินว่าจะอยู่ราว 75 พันล้าน ในปี 2024 และขยายตัว 12.4% จากปีก่อนหน้า (16 กันยายน 2024) [1]

นั่นแปลว่าการใช้จ่ายของเจ้าของ ไม่ได้หยุดอยู่แค่อาหาร หรือของใช้จำเป็น แต่เริ่มกระจายมาที่บริการดูแลมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะในเมือง ที่คนเลี้ยงสัตว์แบบใกล้ชิด กับชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อย ๆ

อีกมุมที่น่าคิดคือ พอตลาดใหญ่ขึ้น การแข่งขันก็ไม่ได้มีแค่เรื่องราคา แต่รวมถึงมาตรฐานและความเฉพาะทางด้วย ร้านที่วางตัวชัด ดูแลได้ตรงกลุ่ม และให้ประสบการณ์ดีกว่า ก็มีโอกาสดึงลูกค้าได้มากกว่าเดิม เพราะเจ้าของยุคนี้ มักเลือกจากความเหมาะสม และความไว้ใจพอ ๆ กับงบประมาณ

ตัวเลขฝั่งกรูมมิ่ง ก็บอกชัดว่าเป็นตลาดที่มีพื้นที่โต

ถ้าดูเฉพาะบริการ อาบน้ำตัดขนในไทย ตัวเลขยิ่งเห็นภาพชัดขึ้นอีก เพราะตลาด pet grooming services ของไทยมีมูลค่าราว 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และมีแนวโน้มขึ้นไปแตะ 117 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า พร้อมอัตราเติบโตเฉลี่ย 9.2% ต่อปี ในช่วงคาดการณ์ (14 มกราคม 2026) [2]

นี่สะท้อนว่าร้านกรูมมิ่ง ไม่ได้เป็นแค่ธุรกิจเล็ก ตามชุมชนอีกต่อไป แต่เริ่มเป็นหมวดบริการ ที่มีโครงสร้างตลาดชัด และมีโอกาสขยายได้ ทั้งแบบหน้าร้านเดี่ยว ร้านพรีเมียม ไปจนถึงร้านที่ต่อยอดเป็นเดย์แคร์ หรือรับฝากสัตว์เลี้ยงได้ด้วย

จุดนี้เองที่ทำให้หลายคน เริ่มถามต่อว่า โรงแรมหมา เป็นธุรกิจ ที่คุ้มไหม เพราะฐานลูกค้าของสองบริการนี้ มักทับกันพอสมควร และต่อยอดกันได้ค่อนข้างดี ยิ่งร้านไหนมีฐานลูกค้าประจำอยู่แล้ว การขยับไปสู่บริการรับฝาก หรือดูแลระยะสั้น ก็ยิ่งมีโอกาสสร้างรายได้ เพิ่มได้ง่ายขึ้น

เจ้าของยอมจ่ายมากขึ้น ทั้งที่บางอย่างทำเองได้

ธุรกิจอาบน้ำตัดขน โตแค่ไหน

เหตุผลสำคัญ คือคนจำนวนมาก มองว่าการพาไปร้าน คือการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามอย่างเดียว การอาบน้ำผิดวิธี เป่าขนไม่แห้ง หรือเล็บยาวเกินไป ล้วนกระทบทั้งผิวหนัง ความสบายตัว และพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงได้ เมื่อเจ้าของรู้สึกว่าร้านมืออาชีพ ช่วยลดความเสี่ยงตรงนี้ได้

เขาก็พร้อมจ่ายมากขึ้น ยิ่งถ้าร้านมีมาตรฐาน เรื่องความสะอาด การจับสัตว์อย่างนุ่มนวล และสื่อสารกับเจ้าของดี ก็ยิ่งสร้างความต่างได้ง่าย อีกอย่างที่น่าสนใจ คือข้อมูลสำรวจในไทยชี้ว่า บริการ groomer เป็นหนึ่งในบริการ ที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงใช้จริง ในสัดส่วนค่อนข้างสูง

โดยมีผู้ใช้บริการราว 29.4% ซึ่งถือว่าไม่น้อยเลย สำหรับบริการที่ไม่ใช่ความจำเป็น ขั้นพื้นฐานแบบอาหาร หรือการรักษาโรค ตัวเลขนี้ช่วยบอกว่า ความต้องการมีอยู่จริง และตลาดไม่ได้พึ่งเฉพาะลูกค้ากลุ่มบนเท่านั้น

ถ้ามองระดับโลก ธุรกิจนี้ก็ยังอยู่ในช่วงขยายตัว

ฝั่งต่างประเทศ ก็ไปในทิศทางเดียวกัน เพราะตลาดบริการอาบน้ำตัดขน สัตว์เลี้ยงทั่วโลก มีมูลค่าประมาณ 6.89 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และถูกคาดว่าจะโตต่อด้วยอัตราเฉลี่ย 7.33% ต่อปี ไปจนถึงปลายทศวรรษนี้ (พฤศจิกายน 2024) [3]

ตัวเลขนี้สำคัญตรงที่ มันบอกว่าการเติบโต ไม่ได้เกิดเฉพาะในไทย แต่เป็นเทรนด์ใหญ่ ของตลาดสัตว์เลี้ยงทั่วโลก เมื่อคนเลี้ยงสัตว์มากขึ้น ใช้จ่ายแบบพรีเมียมมากขึ้น และมองสัตว์เลี้ยง เป็นสมาชิกครอบครัวมากขึ้น บริการที่เกี่ยวกับความสะอาด สุขภาพ และภาพลักษณ์ ก็ยิ่งมีที่ทางในตลาด มากขึ้นตามไปด้วย

ร้านที่จะโตได้ดี ต้องคิดเกินกว่าราคาโปรโมชัน

แม้ตลาดจะโต แต่ไม่ได้แปลว่าทุกร้าน จะโตเท่ากัน ร้านที่อยู่รอดและขยายได้ มักไม่ใช่ร้านที่ตัดราคาหนักที่สุด แต่เป็นร้านที่ทำให้ลูกค้า รู้สึกไว้ใจมากที่สุด เช่น มีระบบนัดหมายดี บอกงานชัดเจน รับส่งตรงเวลา ถ่ายภาพอัปเดตให้ลูกค้า

หรือมีประวัติการแพ้แชมพู และพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยง เก็บไว้ครบ ยิ่งถ้าร้านวางตัวเองชัด ว่าเก่งด้านไหน เช่น รับสัตว์สูงอายุ รับแมวโดยเฉพาะ หรือเน้นงานขนสายพันธุ์เฉพาะ ก็ยิ่งตั้งราคาได้ดีขึ้น อีกด้านหนึ่ง การโตของอีคอมเมิร์ซ และคอนเทนต์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ก็ช่วยส่งลูกค้าเข้าร้านแบบอ้อม ๆ

เพราะเจ้าของเห็นมาตรฐาน การดูแลมากขึ้น และเริ่มเปรียบเทียบบริการละเอียดขึ้น ไม่ได้ดูแค่ราคา แต่ดูประสบการณ์รวมทั้งหมดด้วย ธุรกิจนี้เลยยังมีโอกาสโตได้อีกมาก สำหรับคนที่วางระบบดี และเข้าใจว่าตัวเอง กำลังขายทั้งบริการ และความเชื่อใจ ในเวลาเดียวกัน

สรุป ธุรกิจอาบน้ำตัดขน โตแค่ไหน

ธุรกิจอาบน้ำตัดขน โตแค่ไหน บอกได้เลยว่าโตขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมันเกาะอยู่กับเทรนด์ใหญ่ ของตลาดสัตว์เลี้ยงทั้งในไทย และต่างประเทศ ยิ่งคนผูกพันกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้น บริการที่ช่วยดูแล เรื่องความสะอาด สุขภาพ และความสบายใจ ก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย

ธุรกิจอาบน้ำตัดขน เหมาะกับการเริ่มเป็นร้านเล็กไหม?

เหมาะ ถ้าเริ่มจากทำเล ที่มีกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์จริง และคุมคุณภาพบริการ ได้ตั้งแต่ต้น ธุรกิจนี้เริ่มเล็กได้ แต่ต้องสร้างลูกค้าประจำให้เร็วพอ ยิ่งเริ่มจากบริการพื้นฐานที่ทำได้ดี โอกาสต่อยอดไปสู่แพ็กเกจ หรือบริการเสริมก็ยิ่งง่ายขึ้น

ลูกค้าตัดสินใจเลือกร้าน จากอะไรเป็นหลัก?

ส่วนใหญ่ไม่ได้ดูแค่ราคา แต่ดูความสะอาด ความไว้ใจ รีวิว และวิธีที่ร้านดูแลสัตว์เลี้ยงหน้างานด้วย ยิ่งร้านสื่อสารดี โอกาสกลับมาใช้ซ้ำยิ่งสูง หลายครั้งการบอกละเอียด ตั้งแต่ก่อนเริ่มงานจนจบงาน ก็ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจ กลับมาใช้บริการซ้ำได้ง่ายขึ้น

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง