ชวนสำรวจ ถ้าเมืองหนึ่งไม่มีหมาจรเลย จะดีจริงไหม

ถ้าเมืองหนึ่งไม่มีหมาจรเลย จะดีจริงไหม

ถ้าเมืองหนึ่งไม่มีหมาจรเลย จะดีจริงไหม คำตอบคือดีได้ แต่ไม่เสมอไป เพราะการไม่มีสุนัขอยู่บนถนน อาจทำให้เมืองดูเรียบร้อยขึ้นก็จริง แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ เมืองนั้นแก้ปัญหาได้ถูกทาง หรือแค่ทำให้ปัญหา หายไปจากสายตา ถ้าไม่มีเพราะระบบดีจริง แบบนั้นจึงจะเรียกว่าดีอย่างยั่งยืน

  • เมืองที่ไม่มีหมาจร ไม่ได้แปลว่าจัดการดีเสมอไป
  • การแก้ระยะยาว ต้องมองที่ต้นเหตุ
  • จำนวนหมาจร ต่างกันตามระบบดูแลของเมือง

เมืองที่ดูเรียบร้อย อาจไม่ได้แปลว่าจัดการได้ดีเสมอไป

การไม่มีหมาจรเลย อาจเป็นผลจากระบบที่ดีจริง เช่น เจ้าของไม่ปล่อยสัตว์เลี้ยง ทำหมัน ฉีดวัคซีน ลงทะเบียน และมีหน่วยงานดูแลสัตว์หลุด หรือถูกทอดทิ้งอย่างต่อเนื่อง แบบนี้ถือว่า เป็นภาพที่ดีมาก เพราะปัญหาถูกจัดการ ตั้งแต่ต้นทาง

แต่ในอีกด้านหนึ่ง บางเมืองอาจแค่ทำให้ปัญหา หายไปจากสายตาชั่วคราว เช่น จับออกจากพื้นที่ โดยที่ต้นเหตุยังอยู่ครบ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยเลี้ยง แบบไม่รับผิดชอบ การทิ้งลูกสุนัข หรือการมีแหล่งอาหารเหลือทิ้ง จำนวนมากตามชุมชน แบบนี้ต่อให้ถนนดูโล่งขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่า ปัญหาจบจริง

อีกอย่างที่ควรมองคือ เมืองที่ดูไม่มีหมาจร อาจยังมีภาระซ่อนอยู่ ในศูนย์พักพิง หรือระบบดูแลหลังบ้าน ถ้าเมืองรับสัตว์เข้าไปได้มาก แต่ดูแลต่อไม่ไหว ปัญหาก็แค่ย้ายจากถนน ไปอยู่ในอีกจุดหนึ่งเท่านั้น

ไม่มีเพราะระบบดี หรือแค่ผลักออกไป

เวลาพูดถึงเรื่องนี้ หลายคนชอบถามว่า เมืองที่ดี ควรมีหมาจรอยู่ได้ไหม คำถามนี้น่าสนใจมาก เพราะมันทำให้เรา เลิกมองแบบขาวหรือดำ แล้วหันมามองว่า เมืองที่ดีจริง ควรเป็นเมืองที่ลดความเสี่ยงได้ และมีระบบดูแลสัตว์กับคน ไปพร้อมกัน

ถ้าเมืองหนึ่งไม่มีหมาจร เพราะดูแลเจ้าของสัตว์เข้มแข็ง มีการทำหมันต่อเนื่อง และรับมือสุนัขหลุด หรือถูกทิ้งได้ไว แบบนี้ถือว่าเป็นความสำเร็จ ที่มีคุณภาพ แต่ถ้าไม่มีเพราะใช้วิธี เก็บออกอย่างเดียว โดยไม่แก้พฤติกรรมคน และไม่ลดต้นเหตุ สุดท้ายจำนวนก็มีสิทธิ์ กลับมาอีกอยู่ดี

งานทบทวนงานวิจัย อย่างเป็นระบบใน 2019 ซึ่งรวบรวมงานศึกษา 39 ชิ้นจาก 15 ประเทศ ก็ชี้ชัดว่า การจัดการประชากรสุนัขให้ได้ผล ต้องมองทั้งระบบ ไม่ใช่ใช้วิธีเดียว แล้วหวังว่าปัญหาจะหายถาวร เพราะต้นเหตุของปัญหา มักซ้อนกันหลายด้าน (22 พฤศจิกายน 2019) [1]

การไล่ออกอย่างเดียว ไม่ค่อยตอบโจทย์ระยะยาว

ประโยคที่หลายชุมชน เถียงกันบ่อยคือ ไล่หมาจรออกจากพื้นที่ แก้ปัญหาระยะยาวจริงไหม ถ้าตอบแบบตรงไปตรงมา ส่วนใหญ่คำตอบคือ “ไม่จริงพอ” เพราะพื้นที่เดิมยังมีปัจจัย ดึงดูดอยู่เหมือนเดิม ทั้งเศษอาหาร คนให้อาหาร จุดทิ้งขยะ หรือการมีสุนัขใหม่ ถูกปล่อยเข้ามา

งานวิจัยในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลที่เผยแพร่ใน 2023 พบว่าโครงการจับ ทำหมัน ฉีดวัคซีน และปล่อยกลับแบบเข้มข้น เกือบ 300,000 ครั้งตลอด 5 ปี ทำให้ความหนาแน่นของสุนัขอิสระลดลง 24.7% และสุนัขที่มีสัญญาณว่า มีคนดูแลเพิ่มขึ้น 39% ต่อปี (23 พฤษภาคม 2023) [2]

ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะมันบอกว่า การแก้ที่ได้ผล ไม่ใช่การผลักออกอย่างเดียว แต่เป็นการลดการเกิดใหม่ ลดความเสี่ยงโรค และทำให้ความสัมพันธ์ ระหว่างคนกับสุนัข ในพื้นที่ดีขึ้นพร้อมกัน

จำนวนหมาจร ในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน

ถ้าเมืองหนึ่งไม่มีหมาจรเลย จะดีจริงไหม

อีกคำถามที่ต้องคิดต่อคือ ทำไมบางพื้นที่ มีหมาจรจำนวนมาก กว่าที่อื่น คำตอบไม่ได้มีแค่เรื่อง “คนในพื้นที่รักหมา” หรือ “พื้นที่นั้นปล่อยปละ” อย่างเดียว แต่มักเกี่ยวกับหลายปัจจัยซ้อนกัน ทั้งระบบเก็บขยะ ความหนาแน่นของชุมชน การมีตลาด ร้านอาหาร แหล่งทิ้งเศษอาหาร

และจำนวนสุนัขที่มีเจ้าของ แต่ถูกปล่อยออกมาเดินเอง มีข้อมูลจากหลายงานศึกษา ที่พบว่าสุนัขอิสระจำนวนมาก พึ่งอาหารจากคนโดยตรง หรือจากขยะของมนุษย์ และบางพื้นที่สุนัขจำนวนมาก มักกระจุกอยู่ใกล้จุดทิ้งขยะ หรือแหล่งอาหารอย่างชัดเจน

เพราะฉะนั้น ถ้าเมืองอยากให้จำนวนลดลงจริง ก็ต้องมองตั้งแต่การจัดการขยะ พฤติกรรมการให้อาหาร ไปจนถึงการคุมการปล่อยสุนัขจากบ้าน ไม่ใช่มองแค่ปลายทาง ว่าเห็นหมาอยู่บนถนนกี่ตัว

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์เมือง แต่เป็นเรื่องสาธารณสุข

เหตุผลที่เมืองไม่ควรมองเรื่องหมาจรแค่ในมุมความสวยงาม คือมันโยงกับสาธารณสุขโดยตรง องค์การอนามัยโลกระบุใน 2024 ว่าเกือบ 99% ของการติดเชื้อพิษสุนัขบ้าในคนเกี่ยวข้องกับสุนัข และโรคนี้ยังคร่าชีวิตผู้คนหลายหมื่นรายต่อปีทั่วโลก (5 มิถุนายน 2024) [3]

แปลว่าเมืองที่ดีจริง ไม่ใช่เมืองที่แค่ไม่มีสุนัขให้เห็น แต่ต้องเป็นเมืองที่ลดโอกาสกัด ลดความเสี่ยงโรค เข้าถึงวัคซีนได้ และมีแผนดูแลประชากรสุนัข อย่างต่อเนื่องด้วย เพราะถ้าเมืองเงียบสะอาด แต่ระบบสาธารณสุขยังไม่พร้อม ปัญหาก็ยังคงอยู่ ในอีกรูปแบบหนึ่ง

อีกมุมหนึ่งคือ เมื่อระบบสาธารณสุข ในพื้นที่แข็งแรง เมืองก็จะรับมือได้ไวขึ้น ทั้งตอนมีเหตุสุนัขกัด การเฝ้าระวังโรค และการประสานงานกับชุมชน ทำให้การจัดการหมาจร ไม่ใช่แค่เรื่องความเรียบร้อย แต่เป็นเรื่องความปลอดภัย ของคนทั้งเมืองด้วย

เมืองที่น่าอยู่จริง คือเมืองที่จัดการได้อย่างสมดุล

ในโลกความจริง เมืองอาจไม่จำเป็นต้อง “ไม่มีหมาจรเลย” จึงจะเรียกว่าเป็นเมืองที่ดี สิ่งที่สำคัญกว่าคือ เมืองนั้นมีแนวทาง ที่ทำให้จำนวนลดลง อย่างต่อเนื่องหรือไม่ มีความเสี่ยงต่อคนลดลงหรือไม่ และมีความรับผิดชอบต่อสัตว์ อย่างเป็นระบบหรือเปล่า

บางเมืองอาจยังมีสุนัขอิสระอยู่บ้าง แต่ถ้าพวกมันถูกทำหมัน ฉีดวัคซีน ไม่เพิ่มจำนวนเร็ว และคนในชุมชน รู้วิธีอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัย เมืองแบบนี้อาจจัดการได้ดีกว่า เมืองที่ดูโล่งสะอาด แต่แค่ซ่อนปัญหา ไว้ข้างหลังด้วยซ้ำ

อีกจุดที่น่าคิดคือ เมืองที่จัดการได้ดี มักไม่ได้พึ่งหน่วยงานใด หน่วยงานหนึ่งอย่างเดียว แต่มีทั้งชุมชน ท้องถิ่น และคนเลี้ยงสัตว์ ช่วยกันรับผิดชอบ เมื่อทุกฝ่ายขยับไปในทางเดียวกัน โอกาสที่ปัญหาจะลดลง อย่างยั่งยืนก็มักมีมากกว่า

บทสรุป ถ้าเมืองหนึ่งไม่มีหมาจรเลย จะดีจริงไหม

ถ้าเมืองหนึ่งไม่มีหมาจรเลย จะดีจริงไหม ประเด็นสำคัญ จึงไม่ใช่แค่การมองว่า เมืองดูสะอาดขึ้นหรือไม่ แต่ต้องดูว่าเบื้องหลัง มีระบบจัดการที่รับผิดชอบ และต่อเนื่องแค่ไหน เมืองที่ดีควรทำให้คนปลอดภัยขึ้น พร้อมกับลดปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงทำให้หมาจรหายไป จากภาพที่เห็น

ถ้ายังมีหมาจรอยู่บ้าง แปลว่าเมืองนั้นล้มเหลวไหม?

ไม่จำเป็น ถ้าเมืองยังมีสุนัขอิสระอยู่ แต่ควบคุมจำนวนได้ ลดความเสี่ยงโรคได้ และมีระบบดูแลต่อเนื่อง ก็ยังถือว่าเดินมาถูกทาง บางพื้นที่จำนวนอาจยังไม่เป็นศูนย์ แต่แนวโน้มดีขึ้นชัดเจน สิ่งสำคัญคือเมืองมีแผนต่อเนื่อง ไม่ใช่แก้เป็นช่วง ๆ

เมืองควรเริ่มแก้จากจุดไหนก่อน?

ควรเริ่มจากต้นเหตุ พร้อมกันหลายด้าน ทั้งการทำหมัน ฉีดวัคซีน จัดการขยะ คุมการปล่อยสุนัขจากบ้าน และสร้างความร่วมมือ กับคนในชุมชน ถ้าเริ่มแก้แค่ปลายทาง จำนวนก็ลดได้ยาก ยิ่งคนในพื้นที่ร่วมมือกันมาก ผลลัพธ์ก็มักยิ่งยั่งยืน

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง